เมื่อเอ่ยถึง "สวนสยาม" แล้ว คนรุ่นราวคราวเดียวกับผมนั้น แทบจะทั้งหมดคงจะต้อง
รู้จักและคุ้นเคยกันพอสมควรไม่มากก็น้อย ทั้งนี้เนื่องจาก "สวนสยาม" เป็น "สวนสนุก"
ที่เกิดขึ้นมาเพื่อให้ความบันเทิง และแปลกใหม่สำหรับตัวผมในขณะนั้น ภายใต้สโลแกน
ที่ว่า "กรุงเทพฯ...ก็มี...ทะเล" ซึ่งสโลแกนนี้ทำให้ใครๆ ในสมัยนั้นใคร่รู้ และอยากจะไป
สัมผัสว่า "ทะเล" กรุงเทพฯ มันเป็นยังไง และผมก็เคยได้ไปสัมผัสกับ "สวนสยาม" เมื่อ
ยังเป็น "วัยกระเตาะ" ค่อนข้างจะหลายครั้งอยู่เหมือนกัน

ทั้งนี้เป็นเพราะว่า ในทุกครั้งที่ทางโรงเรียนจัดทัศนาจรนอกสถานที่ "สวนสยาม" จะ
เป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ทางโรงเรียนจะจัดไป "ทัศนศึกษา" ซึ่งผมไม่ทราบเหมือนกันว่า
ทำไม? ไม่คิดที่จะเปลี่ยนไป "แฮปปี้แลนด์" หรือ "แดนเนรมิต" ดูบ้าง แต่ผมก็ไม่คิด
ที่จะไปโต้แย้งกับทางโรงเรียนหรอกครับ เนื่องจาก "เที่ยว" ที่ไหน ขอให้ผม "สนุก"
ก็เป็นอันใช้ได้ อย่างน้อยความคิดในตอนนั้นก็คิดว่า ดีกว่า "ท้องฟ้าจำลอง" เป็นไหนๆ

ครั้งแรกที่ผมไป "สวนสยาม" ผมตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ และกำชับให้แม่ห้ามลืม
ปลุกผมอย่างเด็ดขาด เนื่องจากกลัวตกรถ อีกทั้งยังให้แม่เตรียมอาหารชั้นเลิศของผม
นั่นคือ "ข้าวเหนียว-หมูแดดแดียว" ไว้สำหรับกินระหว่างการเดินทาง เมื่อถึงโรงเรียน
ก็ได้ทำการขึ้นรถบัสที่ทางโรงเรียนจัดไว้ให้ เมื่อรถออกเดินทาง ผมมีความรู้สึกว่า
เหมือนกับการไปเที่ยวต่างจังหวัดกลายๆ มีเสียงกลอง "โป๊ง โป๊ง ชึ่ง" ตลอดการเดินทาง
ผมเฮฮากับเพื่อนๆ ได้ไม่เท่าไหร่ โรคแพ้การเดินทางไกลก็ออกอาการ "หลับ" คาที่นั่ง
ทุกทีไป สักพักก็ถึง "สวนสยาม" ผมงัวเงียตื่นขึ้นมา ภาพที่มองเห็น ทำให้ผมตื่นตัว
ขึ้นมาทันที มันเป็นสถานที่ที่ดู "แปลก ใหม่ และ น่าหลงใหล" เสียจริงๆ

เมื่อเข้าไปในสถานที่ ทางโรงเรียนก็ให้จับกลุ่มเพื่อจะทำการท่องเที่ยวตามอัธยาศัย
โดยมีคุณครูคอยควบคุมแต่ละกลุ่ม เมื่อเดินเข้าไป โอ้โห! เครื่องเล่นต่างๆ มากมาย
ในใจผมคิดว่าจะ "เล่น" มันให้หมดทุกอย่างในนี้เลย แต่ความคิดนี้ต้องดับวูบลงไป
ก็เพราะว่า "เครื่องเล่น" โดยส่วนใหญ่ "ปิดซ่อมแซม" แทบจะทุกอย่าง ซึ่งมักจะเป็น
แบบนี้ในทุกครั้งที่ทางโรงเรียนจัดทัศนาจรมา ทำให้ผมเข้าใจได้ว่า "เครื่องเล่น"
เหล่านี้ "กลัวนักเรียน" ถึงต้อง "ปิดซ่อมแซมทุกครั้ง เมื่อนักเรียนมาเยือนเยอะๆ"

แต่ก็ยังคงเหลือเครื่องเล่นอยู่ชนิดหนึ่งครับ "ไวกิ้ง" คือชื่อของเครื่องเล่นชนิดนี้
ระหว่างที่ต่อคิวเพื่อที่จะเล่นนั้น ผมมองดูพวกนักเรียนที่อยู่บนนั้น "หึ หึ หึ...ช่าง
ขวัญอ่อนกันเหลือเกิน พวกสาวๆทั้งหลาย" ผมคิดในใจ เพราะจากการที่มองดูอยู่นั้น
ผมไม่เห็นมันจะน่ากลัวถึงที่จะ "กรี๊ด...กร๊าด" ออกมาขนาดนั้น คอยดูเถอะ เดี๋ยวเรา
ขึ้นไปจะ "นั่งอมยิ้มโชว์ความเท่ห์ให้ดูนะจ๊ะ พวกสาวๆ" ผมกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ
ขณะที่ที่ผมก้าวขึ้นไปจับจองที่นั่งใน "ไวกิ้ง" เป็นคิวต่อไป

"ไวกิ้ง" มีหลายระดับครับ เค้าเรียกชั้น "ตรี เอก โท" ผมเลือกไปนั้งยังชั้น "เอก"
นั่นหมายถึงริมด้านบนสุดของตัวเรือ เพื่อแสดงความ "ทรนงองอาจ" ให้สาวๆ เห็น
"คอยดูให้ดีนะจ๊ะสาวๆ" พร้อมชะม้ายสายตาไปยังกลุ่มนักเรียนหญิงต่างโรงเรียน
เมื่อเครื่องเริ่มแกว่งตัวทำงาน ให้ตายสิครับ! ผมไม่เคยรู้สึกปั่นป่วนภายในช่องท้อง
มากมายขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ผมร้องออกมาสุดเสียงอย่างไม่เป็นภาษา เวลาที่เห็น
ยางล้อสีดำทะมึนที่บริเวณด้านล่างหมุนติ้วๆ ผมนึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วทุกครั้งเวลาที่
"ไวกิ้ง" เหวี่ยงผมขึ้นไปข้างบน มันช่างเป็นเวลาที่ทรมานที่สุดในชีวิตผมเลยก็ว่าได้
ผมหลับตาตลอดการเล่น แต่ยังคงแหกปากอย่างไม่เป็นภาษาต่อไป เฮ้อ...หมดกัน
ภาพพจน์ "หนุ่มน้อยผู้ทรนงองอาจ" ย่อยยับป่นปี้อย่างไม่มีชิ้นดีเพราะ "ไวกิ้ง"

เมื่อหมดรอบ ผมรีบลงจากเครื่องเล่นทันที ผมรีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำเพื่อปลดปล่อย
น้ำภายในร่างกายที่ทะลักออกมาทั้งทาง "ช้างน้อย" และ "ปาก" ของผมจนหมดสิ้น
ด้วยเหตุนี้ ทำให้ผมไม่สงสัยเลยว่า "ทำไม"ถึงได้สร้าง "สุขา" อยู่ใกล้ๆ "ไวกิ้ง"
หลังจากนั้น ผมก็หมดเรี่ยวหมดแรง ไม่ดิ้นรนไปเที่ยวเครื่องเล่นไหนๆ อีกเลย
รอเวลาที่จะเข้าไปเล่นใน "สวนน้ำ" เพียงอย่างเดียว

เมื่อเข้าไปใน "สวนน้ำ" เอาอีกแล้วครับ สาวๆ ต่างโรงเรียนต่างพากันกระจุกตัว
อยู่ที่บริเวณเจ้ากระดานลื่น "สไลเดอร์" ด้วยความอยากที่จะแก้ภาพพจน์ "หนุ่มน้อย
ผู้ทรนงองอาจ" ให้กลับคืนมา พร้อมกับเสียงถากถางของ "เพื่อนๆ" ผมจำเป็นต้อง
เดินขึ้นกระไดเจ้า "สไลเดอร์" เพื่อทิ้งตัวลงมา "โชว์แมน" ให้สาวๆ ได้ประจักษ์
"สไลเดอร์" มีสองระดับครับ "เด็ก" กับ "ผู้ใหญ่" ทรนงองอาจอย่างผมเลือกแบบ
"ผู้ใหญ่" ครับ เดินขึ้นไปสูงมากๆ เมื่อถึงพวกเพื่อนๆ ไถลตัวลงไปอย่างสนุกสนาน
ส่วนผมเมื่อมองลงมา ขาเจ้ากรรมมันสั่นขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย และจากการ
ไตร่ตรองของผมอยู่นาน ผมตัดสินใจ "เสียสละ" เดินกลับทางกระได โดยที่ไม่ได้
ไถลลงมาตามรางอย่างที่เพื่อนๆ กระทำกัน "เสียสละ" ยังไงหรือครับ? ผมจะบอก
ให้ว่า ถ้าผมไถลตัวลงไปละก็ รับรองว่า สาวๆ หรือใครๆ แถวนั้น มีอันต้องได้
ลิ้มรส "น้ำสีเหลืองทองจากน้องช้างน้อย" ที่ปล่อยลงไปในสระน้ำอย่างแน่แท้
เห็นไหมครับว่า...ชาติทรนงองอาจอย่างผม "เสียสละ" มากแค่ไหน

จนถึงในทุกวันนี้ กาลเวลาก็ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ความทรงจำของผมที่มี
ต่อสวนสนุกที่ชื่อ "สวนสยาม" ก็เริ่มจางหายไป คงเหลือให้ผมได้รู้ว่า "สวนสยาม"
ยังอยู่จากบิลค่าน้ำค่าไฟ ที่แนบ "บัตรลดพิเศษ" ซึ่งผมก็ไม่ใส่ใจกับมันเท่าไรนัก
จนกระทั่งเมื่อวันเด็กที่ผ่านมา ผมได้รับรู้ข่าวคราวเกี่ยวกับ "สวนสยาม" อีกครั้ง
แต่เป็นข่าวที่ไม่สู้ดีนัก เนื่องจากมี "เด็ก" ได้รับบาดเจ็บจากเครื่องเล่นสไลเดอร์ยักษ์
“ซูเปอร์สไปรอล” ภายในสวนสนุกรับเทศกาล "วันเด็กแห่งชาติ" ซึ่งห่างจากการ
เกิดอุบัติเหตุที่มี "ผู้เสียชีวิต" จากเครื่องเล่นภายในสวนสยาม ไม่ถึงสามเดือน
โชคดีที่อุบัติเหตุในครั้งนี้ไม่มีผู้เสียชีวิต แต่มี "เด็ก" ได้รับบาดเจ็บถึง 28 คน

ผมไม่อยากที่จะกล่าวอะไรให้มันเลวร้ายลงไปกว่าเดิม เพียงแต่ว่ารู้สึกสะเทือนใจที่
"สวนสนุก" ซึ่งครั้งหนึ่งผมเคยได้มีความทรงจำที่ดีได้ตกเป็น "ผู้ต้องหา" อีกครั้งหนึ่ง
จริงๆ แล้ว ผมว่า มันเกิดอุบัติเหตุได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ เพียงแต่ว่า...หาก
เจ้าของ "สวนสนุก" ไม่ "ประมาท เลินเล่อ" และหมั่นตรวจเช็คสภาพของเครื่องจักร
เรื่องราวไม่ดีอย่างนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งพอเกิดเรื่องขึ้นมาที ก็รณรงค์กันที คล้ายๆ
กับ "วัวหายแล้วค่อยล้อมคอก" พอเถอะครับ "การตื่นตัวเป็นกระต่ายตื่นตูม" แบบนี้
และก็เลิกที่จะใช้ "เงิน" ตีค่าราคาเพื่อใช้ชดเชย "ชีวิต" ที่ไม่ควรที่จะ "สูญเสีย"
หรือการให้คำสัญญาลมๆ แล้งๆ กับผู้สูญเสีย ที่พร้อมจะเป็นแค่เพียงลมปากเหม็นๆ
เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไป และการมองหา "แพะ" สักตัวสองตัวมาแอ่นอกรับผิดชอบใน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมอยากให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรวางมาตรการที่รัดกุม
ได้แล้ว ตั้งหน่วยงานที่เชี่ยวชาญจริงๆ มาตรวจตรา "สวนสนุก" ที่มี "เครื่องเล่น"
เหล่านี้ในแบบระยะยาวอย่างเป็นเรื่องเป็นราวกันได้แล้ว เพราะอะไรรู้ไหมครับ...
"เด็ก" กับความทรงจำในวัยเยาว์ร่วมกับ "เครื่องเล่นในสวนสนุก" นั้นเป็นเรื่องราว
ที่อยู่คู่กันไปตราบนานเท่านานไงครับ

ในระหว่างที่ผมกำลังอ่านข่าว "สวนสยาม" ในหนังสือพิมพ์แกล้มกับการดื่มน้ำสีอำพัน
แบบมีฟองที่ร้านชำประจำหมู่บ้านของเมื่อเย็นวานนี้นั้น ผมได้ชำเลืองตาขึ้นมาเห็น
"ลุงตูน" ผู้ที่เคยทำงานที่ "สวนสยาม" มาก่อน แกเดินยิ้มเข้ามาทักทายผมเหมือนเช่น
ทุกครั้งว่า "ว่าไง เตี้ย นั่งอ่านข่าวเรื่อง "สวนสยาม" อยู่เหรอ"
"ครับ ลุงตูน น่าสงสารเด็กๆ จังเลยนะครับ ทั้งที่เป็น "วันเด็ก" แท้ๆ" ผมตอบกลับแกไป
"โอ๊ย...เรื่องแบบนี้เคยมีมาตั้งแต่สมัยลุงทำงานอยู่ที่นั่นแล้ว เตี้ยเอ๊ย" เสียงแกพูดรำพัน
ด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย พร้อมๆ กับการเลื่อนเก้าอี้มานั่งร่วมโต๊ะกับผม
"อะไรนะครับลุง เคยมีเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเหรอครับ" ผมถามด้วยความสงสัย
พร้อมกับรินเบียร์ใส่แก้วอีกใบ ยื่นให้กับ "ลุงตูน" เพื่อให้เกิดอรรถรสในการพูดคุย

"ใช่ ใช่ รู้จักไอ้ "เฮอริเคน" นั่นมั๊ย เตี้ย เมื่อสามปีที่แล้วน่ะ ลุงเห็นมากับตาเลย
ตอนนั้นมีการเข้าค่าย "ลูกเสือ" โรงเรียน "นานาชาติ" เด็กลูกครึ่ง เอเชีย ฝรั่ง มากัน
หมดโรงเรียนเลยมั๊ง ลุงว่า ตอนเข้าค่ายก็ไม่มีอะไรหรอก แต่วันสุดท้ายที่โรงเรียน
ปล่อยให้เด็กเล่น "เครื่องเล่น" กันตามสบายในวันสุดท้ายน่ะสิ ไม่รู้เกิดผิดพลาดอะไร
ฝรั่งลูกครึ่งตกลงมา เละเทะไม่มีชิ้นดีเลย เตี้ยเอ๊ย" ลุงตูนพูดพลางทำท่าทางขนลุกขนพอง
"อะไรนะลุง!" ผมไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน ทำไมผมไม่เคยได้ยินข่าวนี้บ้างเลย
ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตพาดหัวหน้าหนึ่งได้เลยทีเดียว
"เรื่องจริงเหรอ ลุงตูน ล้อกันเล่นหรือเปล่าเนี่ย" ผมถามแกกลับไปด้วยความไม่เชื่อ
"จุ๊ จุ๊ อย่าเอ็ดไปเตี้ย "สวนสยาม" กำชับให้ลุงปิดปากให้เงียบ เนี่ยเห็นว่าเป็นเตี้ย
ลุงเลยเล่าให