๒๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗

"อุแว๊...อุ๊แว๊...อุ๊...แว๊" เป็นเสียงที่ดังขึ้น ทำลายความตึงเครียดภายในห้องคลอด
ของโรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่ง และก็เป็นเสียงที่ทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดที่เกินกว่า
จะบรรยายได้ (ในความรู้สึกของผู้เขียน) ของหญิงสาวผู้หนึ่งแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง
โดยมีความรู้สึกปลาบปลื้มปิติเข้ามาแทนที่ความเจ็บปวด ก่อนที่สติสัมปชัญญะของเธอ
จะดับวูบลง เธอได้ถามคำถามกับนางพยาบาลมาหนึ่งคำว่า "เด็กผู้หญิงหรือผู้ชายคะ"
"เด็กผู้ชายค่ะ ผมดำขลับ ขนตางอนเชียว โตขึ้นท่าทางจะหล่อเอาการเลยนะคะ" เป็นเสียง
ของนางพยาบาลตอบกลับให้เธอรับรู้ ว่าสายเลือดคนที่สองของเธอเป็น "เด็กผู้ชาย"
สมความตั้งใจของเธอและสามี ที่อยากได้ "ลูกชาย" ไว้สืบสกุลตามความเชื่อของคนไทย
เชื้อสายจีนของสามีหล่อน และยังหวังไว้ให้เป็นคนที่ดูแลครอบครัวในอนาคตภายหน้า
เธอหลับตาลงอย่างมีความสุข โดยที่ไม่รู้ว่า ตอนนี้ในบริเวณหน้าห้องคลอด สามีของเธอ
กำลังกระโดดโลดเต้นอยู่อย่างมีความสุข หลังจากที่ได้รับรู้ "เพศ" ของทายาทคนใหม่

....................

....................

....................

....................

....................

 

 

๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๔

"ทู ตื่นเร็วลูก เดี๋ยวไปใส่บาตรไม่ทัน" เป็นเสียงของหญิงวัยกลางคน ที่ปลุกให้เด็กน้อย
"ช่างจำนรรจาหน้าผากโหนก" ตื่นขึ้นจากภวังค์ เด็กน้อยงัวเงียเดินตามผู้เป็นมารดาไปยัง
ห้องน้ำเพื่อทำการชำระร่างกายก่อนไป "ตักบาตรประจำปี" ตามความเข้าใจของเด็กน้อย
เพราะตั้งแต่จำความได้ เขารับรู้ว่าต้อง "ใส่บาตรในวันเกิด" โดยมีแม่คอยดูแลเรื่องต่างๆ
ให้ ไม่ว่าจะเป็น กับข้าวกับปลา น้ำ อาหารแห้ง อีกทั้งยังมาคอยจับมือและท่องบทกรวดน้ำ
ให้เด็กน้อยท่องตามอย่างทุลักทุเล ภายหลังจากที่ได้ใส่บาตรพระเรียบร้อยแล้ว ในครั้งนี้ก็
เช่นเดียวกัน หลังจากกรวดน้ำเสร็จ แม่ของเขาสังเกตเห็นว่าเด็กน้อยกำลังหาที่ล้มตัวลง
นอน เธอได้กล่าวกับเด็กน้อยว่า "เดี๋ยวก่อนสิลูก กิน "วุ้นเส้น" ต้มก่อน แล้วค่อยนอน"

"โอย ไม่กินไม่ได้หรือแม่ หนูง่วงนอน" เด็กน้อยหัวโหนกตั้งข้อต่อรองกับมารดา

"แค่ปีละครั้งนะทู เดี๋ยวแม่รีบไปทำให้ กินเสร็จแล้วค่อยนอนนะลูก" แม่ปฏิเสธข้อต่อรอง
ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ก่อนจะเดินไปจัดการต้มน้ำเพื่อทำ "วุ้นเส้นต้ม" อาหารประจำวันเกิด
ภายในครัว เด็กหัวโหนกไม่รู้ว่า "วุ้นเส้นต้ม" เป็นธรรมเนียมของชนชาติไหน รู้แค่เพียงว่า
ตั้งแต่จำความได้ ต้องกินในทุกวันเกิด และวีธีการกินก็ลำบากพอดู เนื่องจากแม่ของเขา
จะบอกว่า "ห้ามกัดวุ้นเส้นให้ขาด" ให้เส้นยาวๆ ค่อยๆ ไหลลงคอไป มีลูกชิ้นปลา ๒-๓ ลูก
เป็นตัวช่วยให้ "วุ้นเส้นต้ม" ดูน่ากินยิ่งขึ้น (พูดง่ายๆ ก็คือเอาลูกชี้นมาล่อลวงเด็กตะกละ)
แม่เคยบอกกับเขาว่า "กินวุ้นเส้นต้มในวันเกิด แล้วอายุจะยืน" ถึงกำชับให้เด็กน้อยกินทุกปี

"เดี๋ยวตอนเย็น ป๋าซื้อเค้ก "นวรัตน์เบเกอรี่" มาให้นะทู" พ่อเอ่ยบอกกับเขาก่อนเดินทาง
ไปทำงาน ทำเอาหัวใจของเด็กหัวโหนก "พองโต" คับอกในเวลานั้นทีเดียว เป็นที่รู้กันดีว่า
เด็กๆ อยากมี "เค้กวันเกิด" เป็นของตัวเองแทบจะทุกคน ไม่ใช่เพียงเพราะว่าเค้กแสนอร่อย
แต่เป็นความสนุก และภูมิใจสุดๆ ที่มีการจัด "งานวันเกิด" ให้กับตัวเขา มีน้ำอัดลมให้ดื่มกิน
มีของขวัญจากเพื่อนบ้านข้างเคียง มีบรรยากาศรื่นเริง ระหว่าง พี่ น้อง และเพื่อนฝูง
ในที่สุด "งานวันเกิด" ของเด็กหัวโหนกในปีนั้น ก็ผ่านพ้นอย่าง "มีความสุข" ไปอีกหนึ่งปี
เด็กน้อยได้รับขนมสุดโปรดห่อของขวัญ จากการรวมเงินของพี่สาวและน้องชายหนึ่งกล่อง
ของขวัญที่เป็นหุ่นยนต์ และของเล่นจากเพื่อนบ้าน ๒-๓ กล่อง และยังได้รับของขวัญชิ้น
สำคัญจาก "ป๋า-แม่" เป็นชุดเสื้อ-กางเกง "ชู ชู" เป็นชุดเก่งตัวใหม่เวลาไปเที่ยวในวันหยุด
ในตอนที่ได้รับของขวัญจากมือของป๋าและแม่ ทั้งสองคนได้บอกกับเด็กน้อยหัวโหนกว่า

"ป๋ากับแม่ขอให้หนูเป็นเด็กดี น่ารัก ตั้งใจเรียน ไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่เกเร นะลูก"

....................

....................

....................

....................

....................

 

 

๒๘ กรกฎาคม ๒๕๓๓

"เฮ้ย เป็นอะไรวะไอ้เตี้ย นั่งซึมกะทือเลย" เพื่อนของเด็กหนุ่มวัยรุ่นกล่าวภายหลังจากที่
ได้เห็นท่าทางเหม่อลอยของเขา ระหว่างที่กำลังลักลอบสูบบุหรี่อยู่ภายในห้องน้ำโรงเรียน

"วันนี้ วันเกิดกู ไม่มีใครสนใจกูเลย" เขาพูดพร้อมกับควันสีเทาที่พรั่งพรูออกมาจากปาก

"จะบ้าเหรอไอ้เตี้ย พ่อแม่ที่ไหน จำวันเกิดลูกตัวเองไม่ได้วะ" เพื่อนของเขาคิดเห็นต่าง

"สงสัยเค้าไม่สนใจกูแล้วแหละ กูเสือกเป็น "ลูกคนกลาง" เอง" ชายหนุ่มที่เพื่อนๆ เรียก
ติดปากว่า "ไอ้(เจี้ย)เตี้ย" บ่นพึมพำเบาๆ ออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนน้อยใจในที

เมื่อเวลาพ้นผ่านวัยเด็กเข้าสู่วัยรุ่น ความสุขใน "วันเกิด" ของเขา ก็ค่อยๆ ลบเลือนลงไป
จากเด็กน้อยช่างจำนรรจาหน้าผากโหนก ที่เป็นที่รักของป๋า-แม่ ก็แปรเปลี่ยนเป็นเด็กหนุ่ม
เจ้าปัญหา เกเร ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาไปวันๆ เขามีความรู้สึกว่า "ป๋า-แม่" ไม่รักและห่วงใย
เหมือนครั้งยังเป็นเด็กน้อย บางครั้งยังพาลคิดไปว่าป๋ากับแม่ "เกลียด" ลูกที่ "ไม่รักดี"
คนนี้เสียด้วยซ้ำไป ยิ่งในช่วงหลังๆ เขามักทะเลาะกับป๋าแม่บ่อยๆ ทำอะไรภายในบ้าน ก็ดู
เหมือนจะ "ผิด" และ "ขวางหูขวางตา" คนเป็นพ่อ-แม่ ไปแทบจะทุกเรื่อง ในเวลานั้นเขา
คิดว่า "เพื่อน" เป็นกลุ่มคนบนโลกที่ "เข้าใจ" ในความเป็น "ไอ้เตี้ย" อย่างมากถึงมากที่สุด
เขาเริ่มไม่กลับบ้าน โดยการไปค้างตามบ้านเพื่อน เพราะความคิดที่ว่า "ไม่มีคนในบ้านสนใจ"
และคิดว่าตัวเองเป็น "ลูกคนกลาง" ที่ป๋า-แม่ ลืมนึกถึง โดยคิดว่าพ่อ-แม่ตั้งความหวังไว้ที่
"พี่สาวคนโต" และมอบความห่วงใยให้กับ "น้องชายคนเล็ก" ส่วนเขานั้นจะเป็นตายร้ายดี
อย่างไรก็ช่างมัน ระหว่างที่เขากำลังคิดอยู่ น้ำใสๆ เจ้ากรรม ก็พากันมาเอ่อล้นบริเวณรอบ
ขอบดวงตาของเขา จนเพื่อนที่นั่งสูบบุหรี่อยู่ข้างๆ สังเกตได้ จึงเอ่ยกับเขาว่า

"ไอ้เตี้ยเอ๊ย อย่าคิดมากโว้ย ไป ไป ไป เดี๋ยววันนี้กูเลี้ยง "วันเกิด" มึงเอง กินให้ "เมา"
กันไปเลย เดี๋ยวกูไปชวนพวกไอ้น้อย ไอ้โป้งด้วย ไป ไป คิดมาก เดี๋ยวเยี่ยวเหลืองว่ะ "

แล้วในวันนั้น ชายหนุ่มที่ชื่อ "ไอ้เตี้ย" ก็ได้มีงานวันเกิดแบบ "เมาอ๊วกแตกอ๊วกแตน"
กับเพื่อนสนิทของเขา ไม่มีเค้กจาก "นวรัตน์เบเกอรี่" ไม่มีน้ำขวดหลากสี ไม่มีของเล่น
ใส่กล่องมาเป็นของขวัญให้เขา มีเพียงขวดแบนเรียบ ภายในมีน้ำสีอำพัน กับแก้วเปล่า
๑ ใบ ที่ใช้ใส่ของเหลวสีเหลืองทอง คอยเวียนวนแบ่งปันดื่มด่ำความเมามายภายในวง
โดยมีเหยือกใส่น้ำเย็นที่มีหลอดกาแฟโด่เด่ ๒-๓ หลอด ไว้คอย "ตบตูด" หลังซดน้ำเมา
ส่วนกับแกล้มนั้น "ถั่วทอด" ของฟรีที่ "เจ๊" เจ้าของร้านใจดีแถมให้ ถือว่าเป็นอาหารที่
โอชาที่สุด ภายในวงของงานเลี้ยง "วันเกิด" ของเขา เพียงช่วงเวลาไม่นานนัก สุดท้าย
"ไอ้เตี้ย" ก็ถูกเพื่อนๆ หิ้วปีกออกจากร้านอย่างทุลักทุเล โดยที่เพื่อนเขากล่าวกับเขาว่า

"ไอ้เจี้ยเตี้ยเอ๊ย เมาไม่รู้เรื่องเลยมึง เอาไงดีวะเนี่ย สงสัยต้องพามันไปนอนบ้านกูแหงๆ"

"กู ม่ายมาว กู ลูกคนกลาง แฮ๊ป ปี้ เบิ่ด เด ทู มี๊ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮือ ฮือ" ไอ้เตี้ยยังพล่ามไม่หยุด


ในเวลาเดียวกันแต่คนละสถานที่ สองสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังนั่งปรับทุกข์กันอยู่ภายในบ้าน
โดยฝ่ายภรรยาได้เอ่ยปากกับสามีว่า "ป๋า วันนี้ ไอ้ทู มันจะกลับบ้านไหมเนี่ย นี่ก็ดึกแล้วนะ"
"ช่างหัวมัน เอากับข้าวเข้าตู้เย็นแล้วกัน เอ็งก็ทำกับข้าวอะไรตั้งเยอะแยะ มันไม่กลับแล้ว"
ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงค่อนข้างเครียด ก่อนที่จะลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวเข้านอน
ระหว่างที่เขากำลังเดินขึ้นบันได เหมือนว่าเขานึกอะไรออก เขาเรียกภรรยาพร้อมทั้งล้วง
มือเข้าไปภายในกระเป๋ากางเกง และยื่นธนบัตรให้หล่อน และเอ่ยสำทับกับเธอว่า

"เอ้า เอาเงินให้ไอ้ทู บอกให้มันไปซื้อ "กางเกงยีนส์ใหม่" ตัวเก่ามันขาดเห็นมันใส่แล้วยังกับ
ไอ้พวก "เกี๋ยวกุ๊ย" เอ็งให้มันนะขี้เกียจพูดกับมัน รำคาญ เดี๋ยวจะอารมณ์เสียเปล่าๆ"

ฝ่ายภรรยารู้ดีว่า "ลูกคนกลาง" คนนั้น เป็นคนที่สามี รักและตั้งความหวังไว้มากที่สุด
ในบรรดาลูกๆ และเงินนี้ก