๒๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗

"อุแว๊...อุ๊แว๊...อุ๊...แว๊" เป็นเสียงที่ดังขึ้น ทำลายความตึงเครียดภายในห้องคลอด
ของโรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่ง และก็เป็นเสียงที่ทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดที่เกินกว่า
จะบรรยายได้ (ในความรู้สึกของผู้เขียน) ของหญิงสาวผู้หนึ่งแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง
โดยมีความรู้สึกปลาบปลื้มปิติเข้ามาแทนที่ความเจ็บปวด ก่อนที่สติสัมปชัญญะของเธอ
จะดับวูบลง เธอได้ถามคำถามกับนางพยาบาลมาหนึ่งคำว่า "เด็กผู้หญิงหรือผู้ชายคะ"
"เด็กผู้ชายค่ะ ผมดำขลับ ขนตางอนเชียว โตขึ้นท่าทางจะหล่อเอาการเลยนะคะ" เป็นเสียง
ของนางพยาบาลตอบกลับให้เธอรับรู้ ว่าสายเลือดคนที่สองของเธอเป็น "เด็กผู้ชาย"
สมความตั้งใจของเธอและสามี ที่อยากได้ "ลูกชาย" ไว้สืบสกุลตามความเชื่อของคนไทย
เชื้อสายจีนของสามีหล่อน และยังหวังไว้ให้เป็นคนที่ดูแลครอบครัวในอนาคตภายหน้า
เธอหลับตาลงอย่างมีความสุข โดยที่ไม่รู้ว่า ตอนนี้ในบริเวณหน้าห้องคลอด สามีของเธอ
กำลังกระโดดโลดเต้นอยู่อย่างมีความสุข หลังจากที่ได้รับรู้ "เพศ" ของทายาทคนใหม่

....................

....................

....................

....................

....................

 

 

๒๘ กรกฎาคม ๒๕๒๔

"ทู ตื่นเร็วลูก เดี๋ยวไปใส่บาตรไม่ทัน" เป็นเสียงของหญิงวัยกลางคน ที่ปลุกให้เด็กน้อย
"ช่างจำนรรจาหน้าผากโหนก" ตื่นขึ้นจากภวังค์ เด็กน้อยงัวเงียเดินตามผู้เป็นมารดาไปยัง
ห้องน้ำเพื่อทำการชำระร่างกายก่อนไป "ตักบาตรประจำปี" ตามความเข้าใจของเด็กน้อย
เพราะตั้งแต่จำความได้ เขารับรู้ว่าต้อง "ใส่บาตรในวันเกิด" โดยมีแม่คอยดูแลเรื่องต่างๆ
ให้ ไม่ว่าจะเป็น กับข้าวกับปลา น้ำ อาหารแห้ง อีกทั้งยังมาคอยจับมือและท่องบทกรวดน้ำ
ให้เด็กน้อยท่องตามอย่างทุลักทุเล ภายหลังจากที่ได้ใส่บาตรพระเรียบร้อยแล้ว ในครั้งนี้ก็
เช่นเดียวกัน หลังจากกรวดน้ำเสร็จ แม่ของเขาสังเกตเห็นว่าเด็กน้อยกำลังหาที่ล้มตัวลง
นอน เธอได้กล่าวกับเด็กน้อยว่า "เดี๋ยวก่อนสิลูก กิน "วุ้นเส้น" ต้มก่อน แล้วค่อยนอน"

"โอย ไม่กินไม่ได้หรือแม่ หนูง่วงนอน" เด็กน้อยหัวโหนกตั้งข้อต่อรองกับมารดา

"แค่ปีละครั้งนะทู เดี๋ยวแม่รีบไปทำให้ กินเสร็จแล้วค่อยนอนนะลูก" แม่ปฏิเสธข้อต่อรอง
ด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ก่อนจะเดินไปจัดการต้มน้ำเพื่อทำ "วุ้นเส้นต้ม" อาหารประจำวันเกิด
ภายในครัว เด็กหัวโหนกไม่รู้ว่า "วุ้นเส้นต้ม" เป็นธรรมเนียมของชนชาติไหน รู้แค่เพียงว่า
ตั้งแต่จำความได้ ต้องกินในทุกวันเกิด และวีธีการกินก็ลำบากพอดู เนื่องจากแม่ของเขา
จะบอกว่า "ห้ามกัดวุ้นเส้นให้ขาด" ให้เส้นยาวๆ ค่อยๆ ไหลลงคอไป มีลูกชิ้นปลา ๒-๓ ลูก
เป็นตัวช่วยให้ "วุ้นเส้นต้ม" ดูน่ากินยิ่งขึ้น (พูดง่ายๆ ก็คือเอาลูกชี้นมาล่อลวงเด็กตะกละ)
แม่เคยบอกกับเขาว่า "กินวุ้นเส้นต้มในวันเกิด แล้วอายุจะยืน" ถึงกำชับให้เด็กน้อยกินทุกปี

"เดี๋ยวตอนเย็น ป๋าซื้อเค้ก "นวรัตน์เบเกอรี่" มาให้นะทู" พ่อเอ่ยบอกกับเขาก่อนเดินทาง
ไปทำงาน ทำเอาหัวใจของเด็กหัวโหนก "พองโต" คับอกในเวลานั้นทีเดียว เป็นที่รู้กันดีว่า
เด็กๆ อยากมี "เค้กวันเกิด" เป็นของตัวเองแทบจะทุกคน ไม่ใช่เพียงเพราะว่าเค้กแสนอร่อย
แต่เป็นความสนุก และภูมิใจสุดๆ ที่มีการจัด "งานวันเกิด" ให้กับตัวเขา มีน้ำอัดลมให้ดื่มกิน
มีของขวัญจากเพื่อนบ้านข้างเคียง มีบรรยากาศรื่นเริง ระหว่าง พี่ น้อง และเพื่อนฝูง
ในที่สุด "งานวันเกิด" ของเด็กหัวโหนกในปีนั้น ก็ผ่านพ้นอย่าง "มีความสุข" ไปอีกหนึ่งปี
เด็กน้อยได้รับขนมสุดโปรดห่อของขวัญ จากการรวมเงินของพี่สาวและน้องชายหนึ่งกล่อง
ของขวัญที่เป็นหุ่นยนต์ และของเล่นจากเพื่อนบ้าน ๒-๓ กล่อง และยังได้รับของขวัญชิ้น
สำคัญจาก "ป๋า-แม่" เป็นชุดเสื้อ-กางเกง "ชู ชู" เป็นชุดเก่งตัวใหม่เวลาไปเที่ยวในวันหยุด
ในตอนที่ได้รับของขวัญจากมือของป๋าและแม่ ทั้งสองคนได้บอกกับเด็กน้อยหัวโหนกว่า

"ป๋ากับแม่ขอให้หนูเป็นเด็กดี น่ารัก ตั้งใจเรียน ไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่เกเร นะลูก"

....................

....................

....................

....................

....................

 

 

๒๘ กรกฎาคม ๒๕๓๓

"เฮ้ย เป็นอะไรวะไอ้เตี้ย นั่งซึมกะทือเลย" เพื่อนของเด็กหนุ่มวัยรุ่นกล่าวภายหลังจากที่
ได้เห็นท่าทางเหม่อลอยของเขา ระหว่างที่กำลังลักลอบสูบบุหรี่อยู่ภายในห้องน้ำโรงเรียน

"วันนี้ วันเกิดกู ไม่มีใครสนใจกูเลย" เขาพูดพร้อมกับควันสีเทาที่พรั่งพรูออกมาจากปาก

"จะบ้าเหรอไอ้เตี้ย พ่อแม่ที่ไหน จำวันเกิดลูกตัวเองไม่ได้วะ" เพื่อนของเขาคิดเห็นต่าง

"สงสัยเค้าไม่สนใจกูแล้วแหละ กูเสือกเป็น "ลูกคนกลาง" เอง" ชายหนุ่มที่เพื่อนๆ เรียก
ติดปากว่า "ไอ้(เจี้ย)เตี้ย" บ่นพึมพำเบาๆ ออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนน้อยใจในที

เมื่อเวลาพ้นผ่านวัยเด็กเข้าสู่วัยรุ่น ความสุขใน "วันเกิด" ของเขา ก็ค่อยๆ ลบเลือนลงไป
จากเด็กน้อยช่างจำนรรจาหน้าผากโหนก ที่เป็นที่รักของป๋า-แม่ ก็แปรเปลี่ยนเป็นเด็กหนุ่ม
เจ้าปัญหา เกเร ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาไปวันๆ เขามีความรู้สึกว่า "ป๋า-แม่" ไม่รักและห่วงใย
เหมือนครั้งยังเป็นเด็กน้อย บางครั้งยังพาลคิดไปว่าป๋ากับแม่ "เกลียด" ลูกที่ "ไม่รักดี"
คนนี้เสียด้วยซ้ำไป ยิ่งในช่วงหลังๆ เขามักทะเลาะกับป๋าแม่บ่อยๆ ทำอะไรภายในบ้าน ก็ดู
เหมือนจะ "ผิด" และ "ขวางหูขวางตา" คนเป็นพ่อ-แม่ ไปแทบจะทุกเรื่อง ในเวลานั้นเขา
คิดว่า "เพื่อน" เป็นกลุ่มคนบนโลกที่ "เข้าใจ" ในความเป็น "ไอ้เตี้ย" อย่างมากถึงมากที่สุด
เขาเริ่มไม่กลับบ้าน โดยการไปค้างตามบ้านเพื่อน เพราะความคิดที่ว่า "ไม่มีคนในบ้านสนใจ"
และคิดว่าตัวเองเป็น "ลูกคนกลาง" ที่ป๋า-แม่ ลืมนึกถึง โดยคิดว่าพ่อ-แม่ตั้งความหวังไว้ที่
"พี่สาวคนโต" และมอบความห่วงใยให้กับ "น้องชายคนเล็ก" ส่วนเขานั้นจะเป็นตายร้ายดี
อย่างไรก็ช่างมัน ระหว่างที่เขากำลังคิดอยู่ น้ำใสๆ เจ้ากรรม ก็พากันมาเอ่อล้นบริเวณรอบ
ขอบดวงตาของเขา จนเพื่อนที่นั่งสูบบุหรี่อยู่ข้างๆ สังเกตได้ จึงเอ่ยกับเขาว่า

"ไอ้เตี้ยเอ๊ย อย่าคิดมากโว้ย ไป ไป ไป เดี๋ยววันนี้กูเลี้ยง "วันเกิด" มึงเอง กินให้ "เมา"
กันไปเลย เดี๋ยวกูไปชวนพวกไอ้น้อย ไอ้โป้งด้วย ไป ไป คิดมาก เดี๋ยวเยี่ยวเหลืองว่ะ "

แล้วในวันนั้น ชายหนุ่มที่ชื่อ "ไอ้เตี้ย" ก็ได้มีงานวันเกิดแบบ "เมาอ๊วกแตกอ๊วกแตน"
กับเพื่อนสนิทของเขา ไม่มีเค้กจาก "นวรัตน์เบเกอรี่" ไม่มีน้ำขวดหลากสี ไม่มีของเล่น
ใส่กล่องมาเป็นของขวัญให้เขา มีเพียงขวดแบนเรียบ ภายในมีน้ำสีอำพัน กับแก้วเปล่า
๑ ใบ ที่ใช้ใส่ของเหลวสีเหลืองทอง คอยเวียนวนแบ่งปันดื่มด่ำความเมามายภายในวง
โดยมีเหยือกใส่น้ำเย็นที่มีหลอดกาแฟโด่เด่ ๒-๓ หลอด ไว้คอย "ตบตูด" หลังซดน้ำเมา
ส่วนกับแกล้มนั้น "ถั่วทอด" ของฟรีที่ "เจ๊" เจ้าของร้านใจดีแถมให้ ถือว่าเป็นอาหารที่
โอชาที่สุด ภายในวงของงานเลี้ยง "วันเกิด" ของเขา เพียงช่วงเวลาไม่นานนัก สุดท้าย
"ไอ้เตี้ย" ก็ถูกเพื่อนๆ หิ้วปีกออกจากร้านอย่างทุลักทุเล โดยที่เพื่อนเขากล่าวกับเขาว่า

"ไอ้เจี้ยเตี้ยเอ๊ย เมาไม่รู้เรื่องเลยมึง เอาไงดีวะเนี่ย สงสัยต้องพามันไปนอนบ้านกูแหงๆ"

"กู ม่ายมาว กู ลูกคนกลาง แฮ๊ป ปี้ เบิ่ด เด ทู มี๊ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮือ ฮือ" ไอ้เตี้ยยังพล่ามไม่หยุด


ในเวลาเดียวกันแต่คนละสถานที่ สองสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังนั่งปรับทุกข์กันอยู่ภายในบ้าน
โดยฝ่ายภรรยาได้เอ่ยปากกับสามีว่า "ป๋า วันนี้ ไอ้ทู มันจะกลับบ้านไหมเนี่ย นี่ก็ดึกแล้วนะ"
"ช่างหัวมัน เอากับข้าวเข้าตู้เย็นแล้วกัน เอ็งก็ทำกับข้าวอะไรตั้งเยอะแยะ มันไม่กลับแล้ว"
ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงค่อนข้างเครียด ก่อนที่จะลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวเข้านอน
ระหว่างที่เขากำลังเดินขึ้นบันได เหมือนว่าเขานึกอะไรออก เขาเรียกภรรยาพร้อมทั้งล้วง
มือเข้าไปภายในกระเป๋ากางเกง และยื่นธนบัตรให้หล่อน และเอ่ยสำทับกับเธอว่า

"เอ้า เอาเงินให้ไอ้ทู บอกให้มันไปซื้อ "กางเกงยีนส์ใหม่" ตัวเก่ามันขาดเห็นมันใส่แล้วยังกับ
ไอ้พวก "เกี๋ยวกุ๊ย" เอ็งให้มันนะขี้เกียจพูดกับมัน รำคาญ เดี๋ยวจะอารมณ์เสียเปล่าๆ"

ฝ่ายภรรยารู้ดีว่า "ลูกคนกลาง" คนนั้น เป็นคนที่สามี รักและตั้งความหวังไว้มากที่สุด
ในบรรดาลูกๆ และเงินนี้ก็เป็น "ของขวัญวันเกิด" ที่ไม่จำเป็นต้องบอกให้ลูกชายได้รับรู้
เธอรับเงินและพึมพำออกมาเบาๆ ว่า "ทูเอ๊ย ทำไมถึงไม่รู้นะว่าป๋ากับแม่รักเอ็งแค่ไหน"

....................

....................

....................

....................

....................

 

 

๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๓

"ตัวเอง สุขสันต์วันเกิดนะคะ" เป็นเสียงหวานใสของหญิงสาวผู้เป็นที่รักจนสุดหัวใจของ
ชายหนุ่ม ระหว่างที่นั่งรับประทานอาหารอยู่ตามห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในช่วงเย็นวันนั้น

"ขอบคุณค่ะ ตุ๊กตาให้ของขวัญพี่เหรอ" ชายหนุ่มยิ้ม และเลิกคิ้วด้วยท่าทีแปลกใจกับกล่อง
ของขวัญที่มีอยู่ตรงหน้า เขาคิดว่าแค่เพียงได้นั่งกินข้าวกับ "คนรัก" ในวันเกิดของเขานั้น
ก็ถือเป็น "ของขวัญพิเศษ" สำหรับเขา และไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้วนั่นเอง

"แกะดูสิคะ ตุ๊กตาอยากให้ตัวเอง ตัวเองจะได้คิดถึงเค้าทุกวันไงคะ" เธอกล่าวเสียงเอียงอาย

เมื่อเขาแกะของขวัญ ก็พบกับ "นาฬิกาข้อมือ" พร้อมกับการ์ดใบเล็กๆ เขียนอวยพรวันเกิด
ให้กับเขา เมื่อเขาได้อ่านคำสั้นๆ ที่ว่า "ดูนาฬิกาแล้ว คิดถึงตุ๊กตาทุกวินาที ด้วยนะตัวเอง"
เขาถึงกับอมยิ้มขึ้นมาทันที ก่อนที่จะเอ่ยกับคนรักของเขาว่า "ขอบคุณมากนะจ๊ะ ตุ๊กตา"

ชีวิตของ "ไอ้เตี้ย" ได้ผ่านพ้นช่วงเวลาวัยรุ่นมาแบบทุลักทุเล จนก้าวมาสู่วัยทำงานโดยที่
"โชคชะตา" ก็ได้นำพาให้มาพบกับ "เพศตรงข้าม" คนหนึ่ง ที่ทำให้เขาตั้งความหวังที่จะสร้าง
อนาคตร่วมกันในภายภาคหน้า เขาคิดว่าภึงเวลาแล้วที่จะสร้าง "ครอบครัว" เป็นของตัวเอง
เป็น "ต้นกล้าที่กล้าแกร่ง" พร้อมจะออกจากร่มไม้ใหญ่ของป๋า-แม่ ได้แล้ว ชิวิตในช่วงเวลานั้น
หายใจเข้าออกเป็น "คนรัก" เพียงอย่างเดียว ไม่ "สำมะเลเทเมา" หรือ "ออกนอกลู่นอกทาง"
ไปเหมือนอย่างที่เคยทำในอดีต เขาคิดว่าพบ "คนที่รักและเข้าใจ" ไอ้เตี้ยมากที่สุดแล้วจริงๆ
วันเกิดในปีนั้นสำหรับชายหนุ่ม เป็นการเลี้ยงฉลองเพียงสองคนที่มี "ความสุข" เหลือเกิน
กินข้าวร่วมกัน เดินเที่ยวร่วมกัน และพาคนรักไปส่งบ้าน โดยที่คนรักของเขามอบ "ของขวัญ"
พร้อมคำอวยพรน่ารักๆ ทำเอาระหว่างทางกลับบ้านในวันนั้นของเขาอบอวลไปด้วยสีชมพู

"อ้าว แม่ยังไม่นอนอีกเหรอ" เป็นเสียงที่เขาทักทายกับแม่ของเขาหลังจากกลับมาถึงบ้าน

"ก็รอเอ็งนั่นแหละ ไปไหนมาไหนไม่โทรบอกแม่เลยนะ อุตส่าห์รอกินข้าวด้วย" แม่ตอบกลับ

เป็นนิสัยที่คุ้นเคยเมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาจะต้องเข้าไปเปิดตู้กับข้าวไม่ว่าจะหิวหรืออิ่มก็ตาม
"โอ้โห กับข้าวเพียบเลย ไม่ไหวแล้วแม่ ผมกินมาอิ่มตื้อเลย เดี๋ยวอาบน้ำนอนดีกว่า" เขาพูด
พลางเดินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีเข้าไปในห้องน้ำ โดยที่ไม่สังเกตสีหน้าของผู้เป็นแม่เลย
เมื่อเขาอาบน้ำเสร็จ จัดแจงแต่งตัวเตรียมที่จะเข้านอน แม่ของเขาก็ได้เอ่ยปากมาว่า

"ป๋าเค้าซื้อเสื้อมาสองตัว เค้าว่าลายมันสวยดี เค้าให้เอ็งตัวนึง สวยมั๊ยทู ลองใส่ดูสิ"

"ใส่ได้แหละแม่ แขวนๆ ไว้แหละ ผมง่วงนอนแล้ว แล้วแม่ไม่ง่วงเหรอเนี่ย" เขากล่าวเย้า

"แม่ยังไม่ง่วง เอ็งจะไปนอนก็ไปเถอะ แม่ไม่กวนแล้ว" แม่ของเขาพูดตัดบทโดยในใจคิดว่า
ลูกชายของเธอลืมวันเกิดตัวเองหรือเปล่า ถึงไม่ได้มีอาการสงสัยในกับข้าวและเสื้อบ้างเลย

....................

....................

....................

....................

....................

๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๔

ช่วงหัวค่ำของวันนี้ที่ร้านเหล้าข้างทางแห่งหนึ่ง มีชายหนุ่มที่ดูเหมือนคนที่หมดสิ้นแล้วทุกสิ่ง
นั่งจ้อง "นาฬิกาข้อมือ" พร้อมกับดื่มน้ำสีอำพัน โดยไม่พูดจากับใครเงียบๆ เพียงลำพัง
เขาย้อนคิดถึงอดีต วันนี้ในปีที่แล้ว เขายังมีความสุขล้นภายในหัวใจอยู่เลย ช่วงเวลาเพียง
แค่ปีเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลง "หน้ามือเป็นหลังมือ" ความคาดหวังถึง "อนาคต"
ที่เคยมีพังทลายลงไปจนหมด เขามานั่งคิดย้อนไปถึง "วันเกิด" ในวัยเด็ก ตอนนั้นใช่ไหม
ที่มี "ความสุข" อย่างแท้จริง เขาได้รับ "ความรัก" จากคนในครอบครัว ป๋า-แม่ พี่สาว และ
น้องชาย ที่ผ่านมา "ความสุข" ที่เขาได้รับในวันเกิดตอนเป็นวัยรุ่นถึงวัยทำงานเป็นเพียงแค่
"ความสุข" ที่ฉาบฉวย ไม่จีรังยั่งยืนใช่ไหม? เขานั่งคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ ไปมาสักพัก
น้ำตาก็ไหลออกมาอย่างเกินความควบคุม เขาคิดถึง "ครอบครัว" ที่เขาคิดว่า "ไม่มีรัก" ให้
กับเขา ซึ่งจริงๆ แล้วเขาต่างหากที่เป็นฝ่าย "เดินหนี" ความรักของครอบครัวออกมาเอง
เขาปาดน้ำตา พร้อมกับสั่งบริกรคิดราคาค่าอาหาร ก่อนที่จะเรียกรถแท็กซี่กลับบ้าน


เมื่อถึงบ้าน ก็ได้พบกับหญิงสูงอายุกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ เขาเดินไปหยุดที่บริเวณด้านหน้า
ที่เธอกำลังนั่ง พร้อมกลับก้มตัวลงกราบแทบเท้า ก่อนที่จะกล่าวด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นว่า

"แม่...ผมขอโทษ ผมเหนื่อยเหลือเกิน แม่อวยพรวันเกิดให้ผมหน่อย ผมไม่เหลืออะไรแล้ว"

หญิงสูงอายุมีปฏิกิริยาตกใจในช่วงแรก แต่เมื่อจับใจความน้ำเสียงของลูกชายของเธอแล้ว
จึงเข้าใจ เธอลูบหัวลูบหลังลูกชายของเธออย่างเหมือนที่เคยทำในวัยเด็ก ก่อนจะกล่าวว่า

"หนู อย่าดื้อสิลูก ที่ผ่านมาดื้อเหลือเกิน เป็นเด็กดีนะ แม่ขอให้หนูมีความสุขความเจริญนะ"

ภาพในขณะนั้น เป็นภาพของสองแม่ลูกกอดกันร้องไห้ เป็นน้ำตาของความปลาบปลื้มปิติ
ไม่ใช่น้ำตาของความเสียใจของข้อขัดแย้งระหว่าง แม่-ลูก เมื่อในอดีต เมื่อผ่านไปสักพัก
เธอจึงได้กล่าวกับลูกชายของเธอว่า "หนูไปขอพรป๋าเขาหน่อยสิลูก เค้ารอหนูอยู่นะ"
เมื่อได้ยิน ในตอนแรกใจของเขาปฏิเสธเนื่องจากระหว่างเขากับ "พ่อ" มีเส้นแบ่งของ
ความไม่เข้าใจ เป็น "กำแพง" ที่มองไม่เห็นกั้นความรู้สึกกันอยู่ แต่ในช่วงเวลานี้ภายในใจ
ของเขาเรียกร้องถึง "ความรัก" จากผู้เป็นพ่อ เขาจึงเดินเข้าไปในห้องนอนอย่างว่าง่าย
เขาเดินเข้าไปทรุดตัวลงที่ปลายเตียง และก้มลงกราบแทบเท้าผู้ชายที่เขาเรียกว่า "ป๋า"

"ป๋า...ผมขอโทษ ผมไม่ดื้อแล้ว ป๋าช่วยให้พรผมหน่อยครับ" เขากล่าวทั้งน้ำตา

ชายสูงอายุงัวเงียตื่นขึ้นมา เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เขาโผเข้ามากอดลูกชายพอหลวมๆ
ชายหนุ่มสะอื้นจนตัวโยน เนื่องจากนานมาแล้วที่เขาไม่เคยได้รับไออุ่นจากอ้อมกอดของ
ชายสูงอายุผู้นี้ เขาไม่รู้ว่าตอนไหนที่ "ความไม่เข้าใจ" ระหว่างเขากับ "พ่อ" ก่อตัวขึ้นมา
เขารู้เพียงอย่างเดียวว่า วันนี้ "กำแพง" ความไม่เข้าใจระหว่างสองคนได้พังทลายลงไป

"ขอให้เอ็งเจริญ เจริญ นะทูเอ๊ย ป๋ารักเองมากนะ ไม่ต้องคิดมากรู้มั๊ย" เสียงของชาย
สูงอายุกล่าวให้พรเขา เป็นเสียงที่ธรรมดา แต่กลับทำให้ชายหนุ่มรู้สึกถึงความรักและ
ห่วงใย ความหวังดีที่มีอยู่มากมายภายในคำพูดนั้น เมื่อพ่อเขาให้พรเสร็จแล้ว ก็ลูบหัว
เบาๆ พร้อมกับบอกกับเขาว่า "ไปอาบน้ำนอนได้แล้วลูก เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นทำงานไม่ไหว"
ในตอนนั้นเขามีความรู้สึกว่า "ความสุข" ของวันเกิดในวัยเด็กกลับมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว
เขาตั้งใจว่า นับจากนี้เป็นต้นไป "วันเกิด" สำหรับเขา จะมีให้กับ "ครอบครัว" เท่านั้น

....................

....................

....................

....................

....................

 

๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑

ผมได้กลับมาย้อนรำลึกถึงวันนี้ในอดีตที่ผ่านมา เรื่องราวของผมนั้นมีทั้งรอยยิ้มและ
คราบน้ำตาในวันนี้ แม่ผมมักจะเล่าให้ฟังเสมอว่า ผมเป็นลูกผู้เป็น "ที่สุด" ของแม่เลย
ทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น "เจ็บปวดที่สุด" ตอนคลอดผมออกมา เนื่องจากคุณป๋าของผมบำรุง
เป็นอย่างดี เนื่องจากมั่นในว่า "ท้อง" นี้ ผู้ชายแน่นอน ทำให้น้ำหนักแรกคลอดของผมนั้น
"สามกิโลแปดขีด" (3800 กรัม) คิดเอาเองก็แล้วกันนะครับว่า แม่ผมจะเจ็บปวดขนาดไหน

ไหนจะ "เกลียดที่สุด" เนื่องจากช่วงวัยรุ่นนั้น ผมนับได้ว่าเข้าขั้น "เลวร้าย" เลยทีเดียว
เกเร ขี้เกียจ เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ช่วยทำมาหากิน จะโผล่หน้ามาก็เอาสตางค์กับหาของกิน
(ที่เป็นนิสัยติดตัว กลับบ้านมาเปิดตู้กับข้าวก่อนนั่นแหละครับ) พอพ้นช่วงวัยรุ่น ไอ้ความ
เลวร้ายต่างๆ ก็ค่อยๆ ลดเลือนลงไปจนเกือบจะหมดสิ้น เหลือเพียงแต่เจ้า "น้ำสีอำพัน"
เพื่อนยากเนี่ยแหละครับ ที่ยังคงอยู่คู่กับผมอยู่ไปตราบนานเท่านาน ไม่ยอมหายไปเสียที

สุดท้ายแม่ผมก็มอบตำแหน่ง "ลูกรักที่สุด" ให้ เนื่องจากเรื่องราวข้างต้นนั่นแหละครับ
ที่ทำให้ผม "คิดได้" ว่าไม่มีใครที่ไหนจะรัก และหวังดีกับเราอย่างจริงใจไปกว่า "พ่อ-แม่"
ของเราเอง ผมเลยกลายเป็น "ลูกที่ดี" ที่ไม่ต้องมีโล่ห์ลูกกตัญญูดีเด่นจากสถาบันไหนๆ
มาเป็นเครื่องหมายการค้า แค่เป็นลูกที่ดีในสายตาพ่อกับแม่ของผม เท่านี้ก็ภูมิใจแล้วครับ

"วันคล้ายวันเกิด" สำหรับผมก็ผ่านเข้ามาอีกหนึ่งปี ในตอนนี้ผมไม่ค่อยรู้สึกยินดียินร้าย
กับวันนี้สักเท่าไหร่ เนื่องจากคิดได้ว่า "แก่" ลงไปอีกปีแล้วเรา คงไม่มีที่ว่าถึง "วันเกิด"
แล้วเราจะอายุลดลงไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง ในปีนี้ ผมได้ฉลองกันเงียบๆ ภายในครอบครัว
ไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานที่ผ่านมา และเมื่อรุ่งเช้าผมก็ได้ "ใส่บาตรประจำปี" เป็นที่เรียบร้อย
ยังขาดแต่เพียง "วุ้นเส้นต้ม" ที่ผมยังไม่ได้เจอ ผมเลยตั้งใจว่า วันนี้หลังเลิกงาน ผมคง
ต้องเข้าห้างสรรพสินค้า หาซื้อ "วุ้นเส้น" ที่เส้นยาวที่สุดมาสัก ๒ ห่อ พร้อมกับลูกชิ้นปลา
ที่อร่อยๆ สักจำนวนหนึ่ง ให้แม่ของผมทำ "วุ้นเส้นต้ม" อีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ผมจะขอโลภ
ให้แม่ทำ "วุ้นเส้นต้ม" ให้สัก ๒ ชาม เมื่อแม่ผมทำเสร็จล่ะก็ ถึงทีของผมบ้างแล้วล่ะครับ
เพราะว่าผมจะบังคับให้ "ป๋า" กับ "แม่" ซด "วุ้นเส้นต้ม" ของผมคนละชาม แบบห้ามกัด
วุ้นเส้น เหมือนที่แม่เคยขอร้องแกมบังคับผมเมื่อตอนเด็ก เพราะอะไรหรือครับ ก็เพราะว่า

....................

....................

....................

....................

....................

"ของขวัญที่พิเศษสุดสำหรับตัวผมในวันเกิด นั่นก็คือ

ผมอยากให้ ป๋า-แม่ อยู่กับผม "นานที่สุด" เท่าที่เป็นได้"

 

ปัจฉิมลิขิต : ขอบพระคุณภาพสวยๆ เพลงเพราะๆ จากอินเตอร์เนท


 

 

Comment

Comment:

Tweet

ซึ้งมากมาย ขอให้มีความสุขมากๆนะคับพี่

มาอวยพรอีกทีbig smile

Hot! Hot! Hot!

#6 By seaugpor on 2008-07-31 15:06

Hot! ตามมาเมนต์ Hot!
Hot! Hot! Hot!
สุขสันต์วันเกิดค่ะ สิ่งดีๆในโลกให้เกิดกะคุณเเตี้ยนะ คิดหวังสิ่งใดก็ให้สมหวัง


อ่านแล้วน้ำตาไหลเลย ลูกคนกลางเหมือนกัน ( อะ ไม่เกี่ยว sad smile เขียนดี ให้เลย Hot! ความรู้สึกที่มีแต่ถูกกั้นแค่ความไม่เข้าใจ )

#3 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-07-29 18:50

Happy be late Birthday นะคะ

ใช่แล้วค่ะ ของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุดคือการได้อยู่กับครอบครัวกับพ่อแม่

#2 By on 2008-07-29 17:07