เนื่องจากในเอนทรีที่ผ่านมา ผมได้ย้อนเวลากลับไปสู่ความทรงจำเก่าๆ ในเรื่องราวของ "ความรัก"
สมองน้อยๆ ของผมกลับเตลิดเปิดเปิงไปไกลกว่านั้น...ผมหวนคิดไปถึง "เด็กผู้หญิง" ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
ที่ยังคงอยู่ในซอกหลืบของความทรงจำในวัยเยาว์ถึงเยาว์มากของผม ภาพของเรื่องราวเมื่อครั้งนั้น
ต่างพากันออกมาวิ่งเล่นเป็นภาพต่างๆ วนไปวนมาอยู่ภายในหัวสมองน้อยๆ ของผม ทำให้ผมคิดว่า
ถ้า...ผมไม่เรียบเรียงเรื่องราวเหล่านี้ไว้ในตอนนี้ บางที...ความทรงจำดีๆ เรื่องนี้ อาจจะลบเลือนไป
ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เนื่องจากทุกวันนี้ สมองน้อยๆ ของผมเริ่มที่จะลดประสิทธิภาพในความจำลงไปทุกที
เพราะถูกกระทำชำเราจากเจ้า "น้ำสีอำพัน" ที่ผมขยันเติมเพิ่มลงไปในร่างกายในแทบจะทุกวันนั่นเอง

ผมได้พบกับ "เด็กผู้หญิง" คนนี้ครั้งแรก เมื่อสมัยผมเรียนหนังสืออยู่ชั้น ป.๔ สมัยนั้นการแบ่ง
ชั้นเรียนจะใช้ตัวอักษรไทยแบ่งเป็น ห้อง ก ข ค และ ง เรียงตามลำดับความฉลาดของเด็กนักเรียน
ซึ่งก็แน่นอน เด็กสมองใส แหน๊ว แหนว อย่างผมนั้นต้องอยู่ห้อง ฮ เอ๊ย! ง. งู อย่างไม่ต้องสงสัย
ตามประสาของเด็กที่"เรียนดี" แต่ "ขี้เกียจ" นั่นเอง เธอย้ายมาจากโรงเรียนหญิงล้วน
และได้ถูกจัดให้มาเรียนห้องเดียวกันกับผม เมื่อคุณครูแนะนำตัวเธอกับเพื่อนในห้องเป็นที่เรียบร้อย
ก็จัดโต๊ะเรียนให้นั่งอยู่ข้างๆ กับผม ทั้งนี้เนื่องจากเธอเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก จึงต้องมานั่งอยู่หน้าห้อง
เหมือนกันกับผม และเมื่อเธอได้เดินมานั่งยังโต๊ะเรียนข้างผมแล้ว เธอหันมายิ้มให้ผม
ก่อนจะเอ่ยปากคุยกับผมเป็นคำแรกว่า

"สวัสดีจ๊ะ เราชื่อ "เอมอร" เธอล่ะชื่ออะไรเหรอ..?"

ผมยิ้มให้เธอ ก่อนที่จะตอบกลับไปว่า "เราชื่อ สุริยา ชื่อเล่น ทู แล้วเธอมีชื่อเล่นมั๊ยเนี่ย"

เธอส่ายหน้าให้ผม แลัวบอกกับผมว่า "ไม่มีจ๊ะ ป่าป๊า กับ หม่าม๊าเรียก "เอมอร" มาตั้งแต่เด็กแล้ว"

 

 

"เอมอร" เป็นเด็กผู้หญิงรูปร่างเล็ก ดูบอบบาง ผิวขาว ขาวจนผมมองเห็นแก้มของเธอทั้งสองข้างมี
เส้นเลือดฝอยเล็กๆ ให้เห็นอยู่ทั้งสองข้าง เธอเป็นลูกครึ่งจีนที่ "ตาโต" ไม่เหมือนลูกคนจีนในสมัยนั้น
เธอตัดผมสั้น และไว้ผมหน้าม้า ติดกิ๊บสีสันสดใสทีเดียว หน้าตาเธอดูเป็นเด็กที่แก่นและซนไม่เบา
ผมชอบดูเวลาเธอยิ้ม หรือหัวเราะ เนื่องจากเธอจะมีเขี้ยวเล็กๆ อยู่สองข้าง เธอเป็นคนพูดเสียงดัง
และไม่กลัวใคร ไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง ทั้งๆ ที่ตัวเล็กกระเปี๊ยกกว่าใครในห้องเรียน
พูดง่ายๆ ก็คือ ทั้งผมและเอมอรต้องเข้าแถวอยู่หน้าสุดคู่กันเป็นประจำทุกวันในตอนเคารพธงชาติ
น่าจะทำให้มองเห็นภาพว่า "เอมอร" และผมตัว "กระเปี๊ยก" ขนาดไหน หลังจากที่เราได้รู้จักกันแล้ว
เราก็เริ่มมีความสนิทสนมกันมากขึ้นตามประสาเด็กๆ ซึ่งในภายหลัง เอมอรได้เรียกชื่อผมใหม่ว่า
"ไอ้โหนก" ตามลักษณะของหน้าผากของผม และพูดกับผมเป็น "แก...ฉัน" โดยที่ตัวผมนั้นยังคง
เรียกชื่อเธอว่า "เอมอร" และ "เรา...เธอ" เหมือนเดิม ตั้งแต่ตอนแรกที่เรารู้จักกัน

บ้านของ "เอมอร" เป็นร้านขายของชำ ซึ่งนับว่ามี "ฐานะ" ในสมัยนั้นอยู่พอสมควร ซึ่งเธอก็มักจะมี
ขนมอร่อยๆ แปลกๆ มาให้ผมอยู่เสมอ เช่น "ลูกอมรสนม" ที่สามารถกินได้ทั้งเปลือก ซึ่งขนมชนิดนี้
ผมชอบมากเนื่องจากขี้เกียจแกะนั่นเอง อีกทั้งยังมีหนังสือภาพหนังจีนกำลังภายใน ที่มีการบรรยาย
ภาพเป็นช่องๆ คล้ายๆ กับหนังสือการ์ตูนในสมัยนี้มาให้ผมอ่าน ซึ่งที่เป็นที่นิยมของเด็กๆ ในสมัยนั้น
เป็นอย่างมาก แต่ผมชอบของที่ "เอมอร" เอามาฝากผมมากที่สุด ก็คือ "สมุดฉีก" เล่มเล็กๆ ที่หน้าปก
เป็นรูปเรือสุพรรณหงส์ แล้วฉีกเป็นแผ่นๆ ได้ เพราะผมเป็นคนที่ชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ไม่มี
กระดาษที่ไม่มีเส้นบรรทัดมาวาดรูปอย่างที่ใจต้องการ เอมอรมักจะเอาเจ้าสมุดฉีกมาฝากผมอยู่บ่อยๆ
แต่เอมอรจะมี "เงื่อนไข" กับผมว่า ต้องวาดรูปการ์ตูน "แคนดี้" ที่ตาโตๆ มีวงกลมสามสี่ดวงในลูกตา
จนเธอพอใจเสียก่อน เธอถึงจะให้สมุดฉีกที่เหลือกับผม ซึ่งผมรู้สึกยากลำบากใจกับการวาดเจ้าตัว
การ์ตูน "แคนดี้" เสียแทบจะทุกครั้ง เนื่องจากมันเป็นการ์ตูนของ "เด็กผู้หญิง" แต่ผมต้องจำใจวาด
เพื่อ "สมุดฉีก" เล่มน้อยๆ และข้อสำคัญก็คือ...ผมเป็นคนที่มีนิสัยไม่ชอบ "ขัดใจ" เพื่อนนั่นเอง

 

 

แต่ก็ใช่ว่าผมจะเป็นฝ่ายที่ "รับ" ผลประโยชน์จากเอมอรเพียงฝ่ายเดียวนะครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่า
เอมอรมักจะ "พึ่งพา" ไอ้โหนก ในเรื่องของการลอก "การบ้าน" ในแทบจะทุกเช้าก่อนเข้าห้องเรียน
อยู่เสมอ เอมอรยังเคยบอกกับผมครั้งหนึ่งว่า "ไอ้โหนก ทำไมแกเรียนเก่งจังวะ ฉันอิจฉาแกว่ะ"
ผมก็ได้แต่ยิ้มให้เอมอร โดยที่มือยังไม่ละจากการวาดการ์ตูน "แคนดี้" เพื่อแลกกับ "สมุดฉีก"
ขณะที่เอมอรก็กำลังก้มหน้าก้มตาลอกการบ้านของผม ตอนเช้าก่อนเคารพธงชาติในห้องเรียน
ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติในแทบจะทุกวัน ถ้าใครผ่านไปมาที่ห้อง ป.๔ ง งู ในช่วงเช้า ก็จะได้
เห็นเด็กผู้ชายกับผู้หญิงนั่งโต๊ะข้างๆ กัน นั่งขีดๆ เขียนๆ พร้อมกับคุยโดยที่ไม่มองหน้ากัน

เหตุการณ์ที่ผมรู้สึกประทับใจกับ "เพื่อนต่างเพศ" ที่ชื่อ "เอมอร" มากที่สุด มีอยู่สองเหตุการณ์
ซึ่งในเหตุการณ์แรกนั้น เกิดขึ้นในสมัยชั้น ป.๔ วันนั้น ผมได้ขออนุญาตคุณครูไปเข้าห้องน้ำเพื่อ
ทำการ "ปัสสาวะ" ซึ่งก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่เมื่อขณะที่ผมกำลังกระทำการ "จัดเก็บน้องน้อยๆ"
ให้เข้าที่เข้าทางนั้น "ซิป" เจ้ากรรมได้กระทำการพรากเอา "เนื้อนุ่มๆ ของน้องน้อยๆ" เข้าไปติดคา
อยู่กับซิปกุงเกง ซึ่งผมพยายามกู้สถานการณ์ฉุกเฉินนั้นอยู่นานสองนาน ก็ไม่สามารถแก้ไขได้
ผมร้องไห้อยู่ในห้องน้ำเพียงลำพังเป็นเวลาค่อนชั่วโมง จนกระทั่งคุณครูพละได้เข้ามาช่วยแก้ไข
กู้ชีวิต "น้องน้อย" ของผม ให้หลุดจากพันธนาการจาก "เจ้าซิปใจร้าย" ผมเดินกลับเข้าห้องเรียน
โดยคราบน้ำตายังไม่แห้งไปจากแก้ม เพื่อนๆ ภายในห้องพากันล้อเลียนผมกันอย่างสนุกสนาน
มี "เอมอร" เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่หัวเราะเยาะเย้ยผม เธอหันมาถามผมด้วยสีหน้าที่เป็นห่วง
เป็นใยผม ที่ดูแล้วมาจากความรู้สึกที่แท้จริงว่า..."เจ็บมากไหม...โหนก"

ผมหันไปมองหน้าเธอ ก่อนจะตอบเธอไปด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นว่า "เจ็บ...มาก"

ซึ่งผมรู้ในภายหลังจากเหตุการณ์ "วันสยองของน้องน้อย" ว่า "เอมอร" เป็นคนที่บอกคุณครู
ให้ไปตามหาผมในห้องน้ำโรงเรียน เนื่องจากผมหายไปนานจนผิดสังเกตนั่นเอง

 

 

เหตุการณ์ที่สองนั้นเกิดในสมัยชั้น ป.๕ ในชั่วโมงการฝีมือ วันนั้นมีการทำการฝีมือในห้องเรียน
ซึ่งวัสดุอุปกรณ์ในการทำงานฝีมือนั้นต้องมี "กรรไกร" อยู่ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย วันนั้นตัวของผม
นึกสนุกเล่นเป็น "ช่างตัดผม" โดยที่คิดว่าเอมอรเป็นลูกค้าของผม ผมใช้กรรไกรฉวัดเฉวียนไปมา
ฉับๆ ภายในอากาศรอบๆ ผมบริเวณหน้าม้าของเอมอร เป็นการตัดผมแบบหลอกๆ โดยที่เอมอรได้
เอ่ยปากบอกกับผมด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า "แกเล่นบ้าอะไรของแกวะ ไอ้โหนก อย่าเล่นอย่างนี้สิ"
ผมก็ทำเป็นไม่สนใจ ยังคงฉวัดเฉวียนกรรไกร ฉับๆ ของผมไปไม่ยอมหยุด...แต่เจ้ากรรม...มีเสียง
ของกรรไกรที่ดัง "ฉับ" ขึ้นมาหนึ่งครั้ง เสียงนั้นไม่ใช่เสียงที่ผ่าน "อากาศ" แต่เป็นเสียงที่กระทบกับ
เส้นผมบริเวณ "หน้าม้า" ของเอมอร เส้นผมของเธอร่วงหล่นมาเป็นกระจุกใหญ่ๆ เมื่อเธอเห็นเส้นผม
ที่หล่นบนกระโปรง เธอหันมามองหน้าผม พร้อมกับร้องไห้ออกมาเสียงดังมากๆ ซึ่งผมไม่เคยเห็น
เอมอรร้องไห้ขนาดนี้มาก่อนเลยตั้งแต่เราคบกันมา เจ้าเพื่อนร่วมห้องตัวดีก็รีบจัดแจงวิ่งไปรายงาน
คุณครูว่า "คุณครูครับ คุณครูครับ สุริยา แกล้ง เอมอร ครับ"

ในตอนนั้น ผมคิดว่าใบหน้าของผมคงจะซีดจนไม่มีสีเลือดเลย ผมนึกถึง "ไม้เรียว" ขึ้นมาโดยทันที
งานนี้ผมคงต้อง "ร้องไห้" ไม่น้อยไปกว่าเอมอรอย่างเป็นแน่แท้ แต่เมื่อคุณครูมาถึงที่เกิดเหตุแล้ว
เอมอรหยุดร้องไห้ แล้วกลับบอกคุณครูไปว่า "สุริยา ไม่ได้แกล้งหนูค่ะ คุณครู"

ผมแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ผมหันไปมองหน้าเธอ เอมอรหันหน้าหนีจากผม ยังคงมีน้ำตาคลออยู่ภายใน
ดวงตาของเธอ แล้วคุณครูก็เดินจากไป วันนั้นทั้งวันเรานั่งอยู่ข้างกัน โดยที่เอมอรไม่พูดคุยกับผม
อย่าว่าแต่คุยเลยครับ หน้าผมเธอยังไม่มองด้วยซ้ำ ผมคิดว่าผมคงถูกเอมอร "ไล่ออก" จากความ
เป็น "เพื่อน" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมจำได้ว่ารู้สึก "ผิด และเสียใจ" เป็นอย่างมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร
เมื่อผมกลับถึงบ้าน ผมได้แต่หยิบสมุดฉีกที่เหลือมานั่งวาดการ์ตูน "แคนดี้" ที่ผมคิดว่าผม "ตั้งใจ"
มากกว่าในการวาดทุกครั้งที่ผ่านมา ผมวาดไปหลายรูป โดยที่ตั้งใจจะนำไปให้เอมอรในวันรุ่งขึ้น
โดยที่ไม่หวังจะได้ "สมุดฉีก" เล่มใหม่ โดยคิดว่าเป็นการวาดรูปให้เอมอรเป็น "ครั้งสุดท้าย"

 

 

เมื่อวันรุ่งขึ้นมาถึง ผมมานั่งรอเธอที่ห้องเรียนแต่เช้าเหมือนเช่นทุกวัน เตรียมสมุดการบ้านของผม
วางไว้บนโต๊ะของเอมอร เพื่อให้เธอลอกเหมือนเดิม สักพัก เอมอร ก็มาพร้อมกับทรงผมที่ดูแล้ว
"ประหลาด" จากความพิเรนทร์ของผม หน้าม้าของเธอเว้าๆ แหว่งๆ ผมได้แต่ก้มหน้าไม่กล้ามองเธอ
สักพักผมก็ได้ยินเสียงเอมอรพูดกับผมว่า "ไอ้โหนก ฉันเอา ลูกอม กับ สมุดฉีก มาฝากแก"
ผมหันไปมองหน้าเธอ รู้สึกดีใจมากที่เอมอรยังคุยกับผมเหมือนเดิม ราวกับว่าเธอไม่โกรธผมแล้ว
ผมรีบเอารูป "แคนดี้" ที่วาดไว้ตั้งแต่เมื่อคืนให้เธอ เอมอรเก็บรูปใส่กระเป๋า แล้วก็ก้มหน้าก้มตา
ลอกการบ้านผม โดยที่มีผมนั่งกิน "ลูกอมรสนม" ด้วยความสบายอกสบายใจอยู่ข้างๆ เธอ
ผมได้ถามเอมอรภายหลังจากที่ผมของเธอดูไม่น่าเกลียดแล้วว่า "เอมอร โกรธเรามั๊ยเนี่ย?"
เอมอรหันมาผมมองตาเขียว ก่อนจะตอบผมด้วยน้ำเสียงที่ยังดูแค้นเคืองอยู่ไม่หายว่า

"ฮึ...โกรธสิแก โกรธมากๆ ด้วย ไอ้โหนก นะ ไอ้โหนก แกไม่น่าทำกับฉันเลย"

"แล้วทำไมไม่ฟ้องคุณครูล่ะ เอมอร" ผมถามเอมอรต่อด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ

"ก็แกเป็น "เพื่อน" ฉันน่ะสิ ถามได้" เอมอรหันมาตอบพร้อมทำหน้าตาประหลับประเหลือก

เมื่อขึ้นชั้น ป.๖ ผมรู้สึกว่าเอมอรมีการเปลี่ยนแปลง เธอเริ่มส่องกระจกบ่อยๆ รักสวยรักงามขึ้น
แต่กับผมแล้ว เอมอรยังคงเหมือนเดิม ยังคงเล่นหัวกันเหมือนเมื่อตอนสมัยชั้น ป.๔ ผมก็ยังคงรู้สึก
เห็นเอมอรเป็น "เพื่อน" ที่สนิทที่สุด เรายังคง "ลอกการบ้าน วาดการ์ตูน กินขนมแปลกๆ" ด้วยกัน
ในแทบจะทุกๆ วัน จนเมื่อเราสองคนใกล้จะเรียนจบชั้น ป.๖ เอมอรได้ตั้งคำถามกับผมว่า

"ไอ้โหนก จบ ป.๖ แล้ว แกจะไปเรียนต่อที่ไหนเหรอ...?"

"พ่อให้สอบเข้าโรงเรียนแถวบ้านน่ะเอมอร แล้วเอมอรล่ะ" ผมตอบโดยที่ยังมีลูกอมคาอยู่ในปาก

"ไม่รู้สิ หม่าม๊าให้เรียนต่อที่นี่แหละ แกน่าจะเรียนต่อที่นี่กับฉันนะ ฉันจะได้มีคนลอกการบ้าน"

"พ่อบอกว่าค่าเทอมมันแพง ให้เราเรียนโรงเรียนรัฐบาลได้แล้วน่ะ" ผมตอบเธอ

"ฉันคงคิดถึงแกน่าดูเลยนะ" เสียงของเอมอรสำหรับผมในตอนนั้นมันดูเศร้าๆ ยังไงก็ไม่รู้

 

 

เมื่อวันจบการศึกษาใกล้จะมาถึง เช้าวันหนึ่ง เอมอรได้นำสมุด "เฟรนด์ชิพ" ที่หน้าปกเป็นรูป
ตัวการ์ตูน "แคนดี้" ขวัญใจของเธอออกมาจากกระเป๋านักเรียน มายื่นให้ผมพร้อมกับบอกผมว่า

"โหนก แกเซ็นเฟรนด์ชิพให้ฉันหน่อย ฉันให้แกเซ็นเป็น "เพื่อนคนแรก" ต่อจากคุณครูเลยนะเนี่ย"

ผมรับสมุดเล่มนั้นมาเก็บใส่กระเป๋า ก่อนบอกกับเธอว่า "เดี๋ยวพรุ่งนี้ เราเอามาคืนให้นะ"

เอมอรยิ้มให้ผม ก่อนที่จะถามผมว่า "แล้วแกไม่ให้ฉันเซ็น เฟรนด์ชิพ แกบ้างเหรอเนี่ย..?"

"พ่อไม่ให้ซื้อน่ะเอมอร พ่อบอกว่าแพง ซื้อสมุดหนังสือเรียนดีกว่า" ผมบอกเสียงเบาๆ กับเธอ

"เดี๋ยวเราเอา เฟรนด์ชิพ ที่บ้านมาให้แกดีมั๊ย ที่บ้านเรามีเยอะนะ" เอมอรถามผมอีกครั้ง

"ไม่เอาล่ะเอมอร เราเซ็นให้เธอคนเดียวดีกว่า" ผมตอบกลับเอมอรไปด้วยความเกรง

ผมจำได้ว่า คืนนั้นทั้งคืน ผมวาดรูป "แคนดี้" เต็มสองหน้ากระดาษในสมุดเฟรนด์ชิพของเธอ
มีถ้อยคำมากมายในนั้นที่เลือนรางไปจากความทรงจำ แต่มีคำหนึ่งที่ผมยังพอจำได้ เป็นคำ
ลงท้ายธรรมดาๆ ในเฟรนด์ชิพเล่มนั้น ว่า "ให้...เอมอร เพื่อนที่เรา "สนิท" มากที่สุด"

ผมเคยสงสัยว่าทำไมไม่มีเพื่อนในสมัย ป.๖ มาจีบเอมอรเลยแม้แต่สักคนเดียว ซึ่งผมเพิ่งมารู้
ในภายหลังจากเพื่อนที่เรียนด้วยกันในสมัยชั้น ป.๖ ว่า เอมอร เป็นคนที่บอกกับใครต่อใครว่า
เป็น "แฟน" กับผม ซึ่งมีผมอยู่คนเดียวที่ไม่เคยรู้เลยว่า เอมอร "คิดอย่างไร" กับผมในตอนนั้น

และแล้ววันจบการศึกษาชั้นประถมก็มาถึง ผมก็สอบเข้าโรงเรียนรัฐบาลแถวบ้านได้ตาม
ความประสงค์ของพ่อ การปรับตัวในสถานศึกษาใหม่ ทำให้ผมค่อยๆ ลืมเลือน "เพื่อนผู้หญิง"
คนสนิทตัวเล็กๆ ของผมไปทีละนิด ทีละน้อย จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อผมกลับมาจากโรงเรียน
แม่ได้เอาจดหมายฉบับหนึ่งมาให้ โดยมีการจ่าหน้าซองเป็นชื่อของผม ผมมองไปที่ลายมือนั้น
ผมเห็นครั้งแรกก็จำได้เลยว่านี่คือ จดหมายของ "เอมอร" อย่างแน่นอน และยิ่งการจ่าหน้าซอง
มีการวงเล็บต่อท้ายว่า (โหนก) แล้วล่ะก็คงไม่ใช่ใครที่ไหนอย่างแน่นอน

ในเนื้อความจดหมายบอกผมว่า เอมอร ต้องย้ายตามครอบครัวไปต่างจังหวัด เธอคงต้อง
ย้ายโรงเรียนใหม่ เอมอรได้แนบรูปถ่ายติดบัตรนักเรียนในซองจดหมายให้ผมด้วย เธอบอก
กับผมว่า เมื่อเธอย้ายไปยังที่อยู่ใหม่แล้ว จะเขียนจดหมายมาหาผมอีกครั้ง เราจะได้ติดต่อ
กันทางจดหมาย โดยที่คำลงท้ายในจดหมายนั้น เธอบอกกับผมว่า "ฉันคิดถึงแกนะโหนก"
ผมอ่านไปอมยิ้มไป ตัวผมก็อยากบอกเอมอรเหมือนกันว่า ผมย้ายโรงเรียนใหม่แล้ว ผมก็มี
แต่เพื่อนสนิทที่เป็นผู้ชาย ผมไม่มีเพื่อนผู้หญิงคนไหนที่ผมสนิทด้วยเลยเหมือนอย่างเอมอร
หลังจากวันนั้น ผมก็เฝ้ารอคอยจดหมายจากเอมอร วันแล้ว...วันเล่า จดหมายจากเอมอร
ที่ผมรอ ก็ไม่เคยมาถึงมือผมอีกเลยแม้แต่ฉบับเดียวจนกระทั่งในที่สุด...เมื่อเวลาผ่านไป...
"เพื่อนต่างเพศ" คนนี้ของผมก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากความคิดของผมในที่สุด

 

 

ยี่สิบกว่าปีผ่านไป...สำหรับผมแล้วเหตุการณ์ต่างๆ ข้างต้นนั้น เป็นความรู้สึกที่ "สวยงาม"
ในความทรงจำของผมอยู่ "เสมอ" ไม่เคยเปลี่ยน การที่ครั้งหนึ่งในชีวิตของผม ได้มีโอกาส
พบกับ "เพื่อนต่างเพศ" มีความรู้สึกดีๆ มอบให้แก่กันและกัน มีความห่วงใย ความเอื้ออาทร
และมี "ความรัก" ต่อกัน โดยที่ "ความรัก" นั้น เป็นความรักที่ บริสุทธิ์ สะอาด ไม่ใช่ความรัก
ที่เกิดจากอารมณ์และความรู้สึกปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพศตรงข้าม เป็น "ความรัก" ระหว่าง
"เพื่อน" ที่มีต่อ "เพื่อน" ด้วยใจจริงนั้น มันเป็นความรู้สึกดีๆ ที่บรรยายออกมาไม่ถูกเลยจริงๆ

ผมเคยนั่งคิดนอนคิดเล่นๆ ว่า ถ้า...ผมไม่ย้ายโรงเรียน ยังคงเรียนอยู่กับเอมอรไปเรื่อยๆ
ถ้า...ความสัมพันธ์ของเราพัฒนาขึ้นมาจาก "เพื่อน" เป็น "คนรัก" คงจะเป็น "รักครั้งแรก"
ที่สุดแสนจะคลาสสิกกว่าคู่รักคู่อื่นเป็นไหนๆ และถ้า...เราตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกัน
ผมว่า ป่านนี้ ผมคงต้องนั่งวาดรูปการ์ตูน "แคนดี้" ให้ เอมอร ดูก่อนนอนทุกคืน โดยที่เอมอร
ต้องคอยซื้อ "ลูกอมรสนม" มาไว้ให้ผมกินทุกวัน คงจะมีความสุขอย่างมากเลยทีเดียวเชียว

แล้วมิตรรักนักอ่านล่ะครับ เคยมีความรู้สึกดีๆ กับ "เพื่อนต่างเพศ"
เหมือนกับผมกันบ้างหรือเปล่า...? ลองเขียนให้ผมอ่านดูสักที ดีมั๊ยครับเนี่ย...?

ปัจฉิมลิขิต : ขอบพระคุณเพลงเพราะๆ จาก imeem.com
ขอบพระคุณภาพสวยๆ จาก คุณ orange และท่าน Norman Rockwell ที่ผมชื่นชอบ

Comment

Comment:

Tweet

drpvuwwp rlcwuwbk yomucqfu

#25 By hBOwiugluIhZt (94.102.49.213) on 2009-08-14 21:07

aiveygmk kuyawdhh tunwgfis

#24 By oDAvnFuq (94.102.49.213) on 2009-08-14 19:39

ylkhxqoh unavlbyu kqozawrt

#23 By fgfdkIfBxnbrjxoQbt (94.102.49.213) on 2009-08-14 18:13

jgdzeqqm iicnpmqv wbwtodfh

#22 By IpJwvqfGkkGdbbIQCp (94.102.49.213) on 2009-08-14 16:49

pmojuzmn lijvejba xfbbybml

#21 By EcdQBtqWeVVQN (94.102.49.213) on 2009-08-14 14:02

rwpqfuyn uyzxgkhv yegvmpym

#20 By GeRdnDJLZBVChagC (89.248.172.50) on 2009-08-10 00:07

sijukwoa lsgtmhtl oopexboa

#19 By nZYUaJlKgc (89.248.172.50) on 2009-08-09 22:44

bdzwplud olprdkql bqxhodyw

#18 By KYyhzpAqZ (89.248.172.50) on 2009-08-09 21:19

dwwmncvx cslbmtzt xoupmxjs

#17 By JNUBbxir (95.169.190.71) on 2009-08-01 11:47

kuhptftv yawpoddf hvzokfuy

#16 By TCtXTTpjibnCRKqPwJ (95.169.190.71) on 2009-08-01 10:27

rbvdtkcl amtjbjzn vfqwvtzl

#15 By sFzLUxNYwvG (95.169.190.71) on 2009-07-31 18:45

orcnpvmk jgotmfet pyspfxoz

#14 By gHMGByFipyzbebXITy (95.169.190.71) on 2009-07-31 17:55

qqmkttdp ohzwofsj jlpewbmh

#13 By ooYkUUvwsbpp (95.169.190.71) on 2009-07-31 17:06

vrhbulya dbynuyyy pmcnjntx

#12 By ZmJDWvfgjTXL (95.169.190.71) on 2009-07-31 16:15

ddyjrvfq pznqqxaa tbmbzdhi

#11 By oHuksfAZFiBfPeZy (95.169.190.71) on 2009-07-31 15:23

ywciubcj inagdnxx wxppbtzv

#10 By NLszlydrBwWNf (95.169.190.71) on 2009-07-31 14:32

tahgwums fiwniiod tznvzkps

#9 By GgaYQokgRWTRDC (95.169.190.71) on 2009-07-31 13:42

lggttzkp fxeppqns cfxaqnhh

#8 By iMYoMHTI (95.169.190.71) on 2009-07-31 12:49

sfdrzjvh lleiadyn hzaqpipq

#7 By SlxYYyfNdGdYOpGaVN (95.169.190.71) on 2009-07-31 11:59

ogxcdrtk tkeiivjg iwcptmfq

#6 By IOHnJinDy (95.169.190.71) on 2009-07-31 11:08

sifwubhk nknjpndz dmnlcwqy

#5 By hnbcdmPgbQGKILdj (94.102.49.213) on 2009-07-25 16:44

fbjGXg dlalaiix ngpmvaul eijetqaw

#4 By JumyGPtW (89.248.172.50) on 2009-07-21 04:25

เดวนี้เค้าไม่ถือกันแล้วกับเพสที่สาม สังคมเค้าเปิดรับมากขึ้น

#3 By เรียนต่อต่างประเทศ (58.9.226.45) on 2009-01-17 20:10

อ้าว ลืืมซะงั้น Hot!

#2 By กมลหนุ่ม on 2008-10-25 14:48

big smile big smile big smile
เคยมีครับ ความรู้สึกดีๆกับเพื่อนต่างเพศ
((ไม่รู้ว่ามีบ่อยเกินไปหรือเปล่าด้วย ))

#1 By กมลหนุ่ม on 2008-10-25 14:47