"ป๋า...รองเท้านักเรียนของหนู คับจนใส่เกือบไม่ได้แล้วนะครับ"

       เป็นเสียงของเด็กน้อยหัวโหนกที่พูดเจื้อยแจ้วขึ้นมากลางวงข้าวมื้อเย็นของครอบครัว ทำให้ชายวัยกลางคนต้องหยุดชะงักจากการกินอาหารลงชั่วคราว ชายวัยกลางคนหันไปมองหน้าภรรยาที่อยู่ตรงข้ามส่งสายตาในเชิงตั้งคำถามกับเธอแทนคำพูด ภรรยาของเขาตอบรับด้วยการขยับใบหน้าขึ้นลงช้าๆ นั่นหมายความว่า สิ่งที่เด็กชายหัวโหนกพูดออกมานั้น คงจะเป็นเรื่องจริงที่ว่า ร่างกายของเด็กน้อยหัวโหนกเติบโตขึ้นจนทำให้ "รองเท้านักเรียน" มีขนาดเล็กเกินไปสำหรับการเปิดเทอมใหม่เสียแล้ว เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนที่จะเอ่ยคำพูดกับเด็กน้อยหัวโหนกออกมาว่า

       "เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปช่วยป๋าขายของ เสร็จแล้วไปซื้อรองเท้าใหม่ด้วยกัน"

       เด็กน้อยหัวโหนกยิ้มทันทีที่ได้ยินคำตอบจากผู้เป็นพ่อ ผู้ชายที่เขาเรียกมาตั้งแต่จำความได้ว่า "ป๋า" เด็กน้อยรู้ว่า หากวันใด ได้ไปช่วยป๋าขายของแล้ว วันนั้นเขาจะมีโอกาสได้เดินเที่ยวห้างสรรพสินค้าต่างๆ ในละแวก "วงเวียนใหญ่" สถานที่ค้าขายของป๋าของเด็กน้อยนั่นเอง และยังได้เงินในการกินอาหารกลางวันเหลือพอที่จะซื้อขนมได้เล็กๆ น้อยๆ แทนการอยู่จับเจ่าที่บ้านโดยที่ไม่มีเงินค่าขนม เหมือนอย่างตอนเปิดเทอม นั่นเป็นเพราะว่า แม่ของเขานั้นเตรียมไว้พร้อมทั้ง ข้าว และขนมเพียงพอสำหรับเด็กสามคนอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องใช้เงินเลย แต่เด็กน้อยหัวโหนกก็อดไม่ได้ที่จะแอบบ่นกับพี่สาวของเขาอยู่เรื่อยๆ ว่า

       "...เมื่อไหร่จะเปิดเทอมสักทีนะ วัน จะได้มีตังค์ซื้อขนม ปิดเทอมเนี่ย น่าเบื่อจริงๆ เลยเนาะ ว่ามั๊ย..."

       หลังเสร็จสิ้นอาหารเย็นของภายในครอบครัว ลูกๆ ของชายวัยกลางคนทั้งสามคนก็จับกลุ่มกันดูละครจากโทรทัศน์ภายในบ้าน ภรรยาของเขาก็เข้าไปจัดแจงล้างถ้วยล้างชามอยู่ข้างหลังบ้าน ส่วนเขาออกมาสูบบุหรี่บริเวณหน้าบ้าน เขานั่งคิดคำนึงถึงสิ่งที่ลูกชายพูดในระหว่างกินข้าวเย็น เขาลืมนึกถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์การเรียนในส่วนของลูกชายคนนี้จริงๆ ในปีนี้ เขาต้องเสียค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอุปกรณ์การศึกษาของลูกสาวคนโตมากขึ้นกว่าปกติ เนื่องจากเป็นการก้าวข้ามจากชั้นประถมศึกษาตอนต้น เป็นประถมศึกษาตอนปลาย ชุดนักเรียนที่เคยใช้ จากกระโปรงมีหู ต้องเปลี่ยนเป็น "ชุดนักเรียนคอซอง" พูดง่ายๆ นั่นก็คือ เปลี่ยนใหม่ทั้งหมดนั่นเอง ไหนจะค่าหนังสือการเรียนการสอน และสมุดต่างๆ ซึ่งต้องซื้อใหม่ทั้งหมด ยังไม่รวมถึงค่าเทอม ที่เขาตัดสินใจให้ลูกทั้งสองคนเข้าโรงเรียนเอกชน แทนที่จะเรียนโรงเรียนวัด เนื่องจากว่า เขาหวังให้ลูกๆ ของเขามีการศึกษาที่ดี แม้ว่าจะเสียเงินมากกว่า แต่เพื่ออนาคตของลูก เขาเลือกที่จะเหนื่อยกว่าเดิม นับว่ายังดี ที่ลูกชายและลูกสาวของเขาเรียนไล่ชั้นกันมาปีต่อปี ทำให้ประหยัดค่าหนังสือการเรียนการสอนไปได้หนึ่งเปลาะ หนังสือของพี่สาวคนโต ก็ถูกโอนมอบฉันทะให้กับ เจ้าเด็กหัวโหนกลูกชายคนที่สอง โดยมีภรรยาของเขาเป็นคนทำให้หนังสือดูดีขึ้นกว่าเดิม โดยการนำกระดาษปฎิทินเก่า มาห่อปกใหม่ในทุกๆ เล่ม เพื่อที่จะเขียนชื่อเจ้าของสมุดเป็นเด็กหัวโหนก เขาอดคิดไม่ได้ว่า หากเจ้าเด็กน้อยหัวโหนกเป็นลูกคนโต คงจะต้องซื้อหนังสือการเรียนการสอนใหม่ในทุกปีเป็นแน่ เนื่องจากเขาเคยไปเปิดดูหนังสือ "มือสองจากพี่สาว" ของลูกชาย ก็จะพบแต่ตัวการ์ตูนต่างๆ ที่วาดตามหน้าหนังสือในแทบทุกหน้า และสภาพของหนังสือก็ยับเยินยู่ยี่เกินที่จะบรรยาย นับว่ายังเป็นโชคที่ที่เขามีลูกสาวเป็นคนโตเสียจริงๆ

       ช่วงเวลาใกล้เปิดเทอมในแทบทุกครั้ง เขามีความรู้สึกว่า "เงินทอง" ช่างหาได้ยากเย็นแสนเข็ญเสียเหลือเกิน การค้าขายในละแวก "วงเวียนใหญ่" ก็ไม่เฟื่องฟูเหมือนสมัยที่ยังไม่มีห้างสรรพสินค้ามาเปิดบริเวณใกล้เคียง ผู้คนพากันไปจับจ่ายใช้สอยที่ห้างสรรพสินค้ากันไปจนเกือบหมด ที่ค้าขายได้ก็เพียงแค่พอประทังชีวิตเท่านั้น หากวันใดค้าขายดีก็พอมีเหลือเก็บ แต่หากค้าขายไม่ดีก็ต้องกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อจุนเจือครอบครัว คำว่า "ทรงๆ ทรุดๆ" คงจะนิยามได้สำหรับสถานะของอาชีพของเขาในเวลานี้ แต่สำหรับวันพรุ่งนี้แล้ว เขาได้แต่หวังไว้ว่า จะมีโชคในการค้าขายขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อที่จะได้มีเงินเหลือมาซื้อ "รองเท้านักเรียน" คู่ใหม่ให้กับเด็กหัวโหนก ลูกชายของเขานั่นเอง

       "ตี๋ พรุ่งนี้นะ เราจะได้รองเท้าใหม่แล้ว เดี๋ยวจะเลือกยี่ห้อที่แถมของเล่น แถมตารางสอนสวยๆ เยอะๆ จะได้เอามาแบ่งกัน ดีมั๊ย" เสียงของเด็กหัวโหนกเจื้อยแจวเปื้อนรอยยิ้มกับพี่สาวและน้องชายของเขาในระหว่างที่นั่งดูโทรทัศน์

       "ดี ดี ดี เราจะได้มีของเล่นใหม่เนาะทู" เสียงน้องชายของเขาตอบกลับมาอย่างมีความหวัง

       ภายในใจของเด็กหัวโหนกในตอนนั้น อยากจะเร่งให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็วๆ เขานึกถึง เกมทอดลูกเต๋าจากรองเท้าแพน เกมโจรสลัด จากรองเท้า บาจา BM2000 เขานึกถึงไม้บรรทัดสามมิติ และตารางสอนสีสวยๆ ลายการ์ตูนน่ารักๆ จากถุงเท้าคาร์สัน ทุกอย่างจะมาอยู่ในมือของเขาในวันพรุ่งนี้

       "ทำไม...วันพรุ่งนี้มัน "ช้า" จังนะ" เด็กหัวโหนกรำพึงกับตัวเองเบาๆ ในกลางดึก เนื่องจากนอนไม่หลับนั่นเอง


....................

....................

....................

       "ทู ไปเดินเล่นก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวป๋าเก็บของก่อน"

       เสียงของชายวัยกลางคนบอกกับลูกชายของเขาในช่วงเวลาเย็น หลังจากที่วันนี้เขาได้พาลูกชายมาช่วยค้าขายกับเขา วันนี้...เขาไม่มี "โชค" ในการค้าขายเลย จนเขาอดสงสารลูกชา